Source

Hwang Jung Min เจอศึกหนัก! ถูกกล่าวหาเรื่องชู้สาว คดีสะกดรอยตาม และการฟ้องร้องไม่จบไม่สิ้น

เรียบเรียงโดย: Sooyong0
Hwang Jung Min เจอศึกหนัก! ถูกกล่าวหาเรื่องชู้สาว คดีสะกดรอยตาม และการฟ้องร้องไม่จบไม่สิ้น
gallery image

เรื่องราววุ่นๆ ของนักแสดง Hwang Jung Min ดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ เมื่อมีข้อกล่าวหาใหม่ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน ทั้งจากตัวเขาเอง ต้นสังกัด และผู้หญิงที่ออกมาแฉว่าเขามีความสัมพันธ์นอกสมรส

ผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ 'A' อ้างว่าเธอติดต่อกับ Hwang Jung Min มาประมาณสองปี และกล่าวหาว่าเขาประพฤติตัวไม่เหมาะสม แต่ทางต้นสังกัดของ Hwang Jung Min กลับปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แถมยังบอกว่าเธอเป็นผู้ต้องสงสัยคดีสะกดรอยตามที่ศาลเคยมีคำสั่งคุ้มครองมาแล้วด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียเท่านั้นนะ แต่ยังลามไปถึงคดีอาญา คดีแพ่ง การติดต่อกับพาร์ทเนอร์ภาพยนตร์ของนักแสดง ทั้งในเกาหลีและผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐฯ อย่าง Neon แถมยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างว่าการกระทำของ 'A' นั้นเหมาะสมหรือไม่

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 'A' ให้สัมภาษณ์กับ Star News หลังจากที่ Sem Company ต้นสังกัดของ Hwang Jung Min ออกแถลงการณ์ว่าเธอเป็น “ผู้ต้องสงสัยคดีสะกดรอยตามที่คอยก่อกวน Hwang Jung Min อย่างต่อเนื่อง”

'A' บอกว่า “ฉันเห็นแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากฝั่ง Hwang Jung Min แล้วค่ะ ฉันโดนปรับ 3 ล้านวอน (ประมาณ 80,000 บาท) จริง แต่มีหลายคดีที่กำลังต่อสู้กันในชั้นศาลอยู่” เธอยืนยันว่าต้นสังกัดกำลังพยายามใช้คดีสะกดรอยตามมาทำลายความน่าเชื่อถือของเธอ

“นั่นคงเป็นสิ่งเดียวที่ฝั่ง Hwang Jung Min พูดได้ตอนนี้” เธอกล่าว “ตอนนี้พวกเขาทำได้แค่พยายามทำให้ฉันดูเหมือนเป็นอาชญากรคดีสะกดรอยตาม”

ก่อนหน้านี้ 'A' เคยออกมาแฉผ่านโซเชียลมีเดียว่าเธอและ Hwang Jung Min พบกันครั้งแรกในปี 2023 และติดต่อกันมาประมาณสองปี เธอยังอ้างว่านักแสดงคนนี้พูดจาลามกและชวนเธอไปพบปะ รวมถึงเสนอโอกาสทางธุรกิจให้ด้วย

แต่ทางต้นสังกัดของ Hwang Jung Min ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง

Sem Company แถลงว่า Hwang Jung Min ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อ 'A' หลังจากที่เธอคอยก่อกวนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตามที่ต้นสังกัดบอก ศาลได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวถึงสามครั้ง รวมถึงคำสั่งห้ามเข้าใกล้ และต่อมาก็มีคำสั่งปรับ 3 ล้านวอน หลังจากที่ศาลรับรองข้อกล่าวหาเรื่องการสะกดรอยตาม

คำสั่งปรับนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ศาลสามารถสั่งปรับได้โดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดีอาญาเต็มรูปแบบ แต่จำเลยมีสิทธิ์ที่จะโต้แย้งคำตัดสินนี้ได้

'A' ก็ใช้สิทธิ์นั้นแหละ เธอขอยื่นเรื่องให้มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ ทำให้คดีอาญานี้ยังไม่มีคำตัดสินขั้นสุดท้าย

นอกจากนี้ 'A' ยังได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก Hwang Jung Min ประมาณ 200 ล้านวอน (ประมาณ 5.3 ล้านบาท) ซึ่งคดีนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

เรื่องราวบานปลายไปอีกเมื่อมีการเปิดเผยว่า 'A' ได้ส่งข้อความส่วนตัวทางโซเชียลมีเดียไปหาลูกชายของ Hwang Jung Min ในขณะที่เขายังเป็นผู้เยาว์

ตามรายงานของ Ilgan Sports 'A' ติดต่อวัยรุ่นคนนี้หลังจากที่เธอบอกว่าไม่สามารถติดต่อ Hwang Jung Min หรือต้นสังกัดของเขาได้อีกต่อไป และขอให้เขาช่วยส่งข้อความไปถึงพ่อของเขา

'A' อ้างว่าเธอและ Hwang Jung Min เคยทำบล็อกส่วนตัวร่วมกัน และมีงานเขียนของเธอ 10 ชิ้น รวมถึงเรื่องสั้นสองเรื่องที่ส่งเข้าประกวดวรรณกรรม ถูกนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เธอบอกว่าเธอพยายามติดต่อทั้ง Hwang Jung Min และ Sem Company เพื่อขอคำอธิบายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ

หลังจากที่เธอพยายามทุกวิถีทางแล้ว เธอก็เลยส่งข้อความไปหาลูกชายของ Hwang Jung Min เพื่อให้ช่วยส่งเรื่องราวของเธอไปถึงพ่อเท่านั้น

'A' ยืนยันว่าข้อความนั้น “ไม่ได้มีเจตนาข่มขู่หรือแบล็กเมล์” แต่เป็นเพียงการขอให้มีการสื่อสารเท่านั้น

การที่ 'A' ไปติดต่อลูกชายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนักแสดง ทำให้เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์

ชาวเน็ตหลายคนมองว่าไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร การไปยุ่งเกี่ยวกับผู้เยาว์นั้นเกินขอบเขตทางจริยธรรมไปมาก

คอมเมนต์ที่เข้ามาก็ประมาณว่า:

“ผู้ใหญ่ควรจัดการเรื่องของตัวเอง การไปติดต่อเด็กคือการข้ามเส้น”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนสองคน การไปยุ่งกับเด็กไม่เหมาะสมเลย”

“แม้จะติดต่อเขาไม่ได้ การส่งข้อความหาผู้เยาว์ก็ยากที่จะหาเหตุผลมาอ้างได้”

“ทันทีที่เธอไปยุ่งกับลูกของเขา เธอก็หมดความเห็นใจจากสาธารณะไปเลย”

เรื่องราวนี้ยังขยายวงกว้างไปนอกเหนือจากโซเชียลมีเดียและศาลอีกด้วย

ตามรายงานของ Ilgan Sports 'A' ยังได้ติดต่อบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์เกาหลีที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่อง 'Hope' ที่กำลังจะเข้าฉายของ Hwang Jung Min รวมถึงผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐฯ อย่าง Neon ด้วย

อีเมลเหล่านั้นไม่ได้มีจุดประสงค์แค่เปิดเผยชีวิตส่วนตัวของ Hwang Jung Min เท่านั้นนะ

แต่ 'A' ยังอ้างว่าเธอได้รับความเสียหายในระยะยาวจากความสัมพันธ์ที่เธอกล่าวอ้างกับนักแสดง และขอให้บริษัทต่างๆ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการที่เหมาะสม

แม้ว่าอีเมลเหล่านั้นจะยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ก็มีรายงานว่ามีข้อกล่าวหาคล้ายกับที่เธอโพสต์บนโซเชียลมีเดียในภายหลัง

'A' เคยส่งอีเมลที่คล้ายกันไปให้ Forged Films ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิต 'Hope' เมื่อเดือนสิงหาคม 2025

หัวข้ออีเมลที่รายงานระบุว่า: “ประเด็นความเสียหายระยะยาวของนักแสดงนำ 'Hope' – ขอให้บริษัทผู้ผลิตตรวจสอบและดำเนินการ”

ตามที่ 'A' บอก เธอขอความช่วยเหลือเพราะความพยายามหลายครั้งที่จะติดต่อ Hwang Jung Min และต้นสังกัดของเขาไม่ได้รับการตอบกลับ

เธอยังอ้างว่าเธอถูกเพิกเฉยซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีความพยายามปกปิดเรื่องนี้ การเงียบเป็นใจ การตกเป็นเหยื่อซ้ำสอง การเปิดเผยงานเขียนและข้อมูลส่วนตัวของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต และความเสียหายทางอารมณ์และอาชีพที่ตามมา

ตามรายงาน หลังจากที่ Neon ได้รับอีเมลจาก 'A' ก็ได้ติดต่อทีมผู้ผลิต 'Hope' ทันทีเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหา

ทีมผู้ผลิตได้ปรึกษาตัวแทนของ Hwang Jung Min ก่อนที่จะแจ้ง Neon ว่า:

Hwang Jung Min ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อ 'A' แล้ว

ศาลได้ออกคำสั่งคุ้มครองหลายครั้ง

คดีสะกดรอยตามมีผลให้มีคำสั่งปรับ แต่ 'A' ได้ยื่นเรื่องขอพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการแล้ว

บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง 'Hope' ก็ออกมาตอบโต้เช่นกัน

Plus M Entertainment บริษัทลงทุนและจัดจำหน่าย และ Forged Films บริษัทผู้ผลิต แถลงว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ Hwang Jung Min ที่ตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยตาม และมีการดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว

บริษัทเหล่านี้ยังกล่าวหาว่า 'A' ได้ส่งอีเมลที่มีเนื้อหาที่พวกเขาอธิบายว่า “ตัดต่ออย่างไม่เหมาะสม” ไปยังพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของ 'Hope' ในขณะที่โพสต์และลบเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้ง Hwang Jung Min และภาพยนตร์บนโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พวกเขายังเสริมว่าการกระทำเหล่านั้นได้รบกวนการดำเนินธุรกิจของพวกเขา และประกาศแผนที่จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

กฎหมายเกาหลีใต้ว่าด้วยการลงโทษอาชญากรรมสะกดรอยตาม ถือว่าการเข้าใกล้หรือติดต่อผู้อื่นซ้ำๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมและไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมเป็นความผิดทางอาญา

พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายได้แก่:

การติดตามหรือเข้าใกล้ใครบางคนซ้ำๆ

การรออยู่หน้าบ้าน ที่ทำงาน หรือโรงเรียนของบุคคลนั้น

การส่งข้อความ จดหมาย รูปภาพ วิดีโอ หรือวัตถุซ้ำๆ

การใช้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลตำแหน่งเพื่อเข้าใกล้ใครบางคน

การทำลายทรัพย์สินของเหยื่อหรือครอบครัวของพวกเขา

แม้ว่าการสะกดรอยตามโดยทั่วไปจะต้องมีการกระทำซ้ำๆ แต่การแก้ไขกฎหมายอนุญาตให้ตำรวจออกคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินได้หลังจากเกิดเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว หากพิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องมีการคุ้มครองทันที

การตัดสินว่ามีความผิดฐานสะกดรอยตามโดยทั่วไปอาจมีโทษจำคุกสูงสุดสามปี หรือปรับสูงสุด 30 ล้านวอน (ประมาณ 800,000 บาท) กรณีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธอันตรายอาจมีโทษจำคุกสูงสุดห้าปี หรือปรับสูงสุด 50 ล้านวอน (ประมาณ 1.3 ล้านบาท)

ศาลอาจออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งรวมถึงคำสั่งห้ามเข้าใกล้และห้ามติดต่อ เพื่อปกป้องเหยื่อที่ถูกกล่าวหาในขณะที่การดำเนินคดีอาญายังคงดำเนินอยู่

ในการพิจารณาบทลงโทษ ศาลจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น จำนวนเหตุการณ์ ระยะเวลาของการกระทำ ระดับความกลัวของเหยื่อ ว่าจำเลยสำนึกผิดหรือไม่ และแนวโน้มที่จะกระทำผิดซ้ำ

เนื่องจาก 'A' ได้ยื่นเรื่องขอพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการหลังจากคำสั่งปรับ การดำเนินคดีอาญายังคงดำเนินอยู่ ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีการตัดสินทางกฎหมายขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของเธอ

ในปัจจุบันแทบทุกประเด็นสำคัญของเรื่องราวนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

'A' ยืนยันว่าเธอมีความสัมพันธ์กับ Hwang Jung Min และได้รับความเสียหายส่วนตัวและอาชีพในระยะยาว ในขณะที่ Hwang Jung Min และต้นสังกัดของเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาของเธอ ระบุว่าเธอเป็นผู้ต้องสงสัยคดีสะกดรอยตาม และยังคงดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ในขณะเดียวกัน ทั้งคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการสะกดรอยตามและคดีแพ่งแยกต่างหากของ 'A' ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของ Hwang Jung Min ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือพิสูจน์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย

กำลังโหลดความคิดเห็น...