Source

Dispatch แฉ! ค่าตัวสไตลิสต์ K-Pop แพงหูฉี่ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

เรียบเรียงโดย: Narin0
Dispatch แฉ! ค่าตัวสไตลิสต์ K-Pop แพงหูฉี่ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
gallery image
gallery image
gallery image
gallery image
gallery image
gallery image
gallery image

Dispatch สื่อดังของเกาหลีใต้ได้ออกมาเปิดเผยรายงานใหม่ที่ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้ง! เกี่ยวกับค่าตัวของสไตลิสต์ระดับท็อปในวงการ K-Pop ที่พุ่งสูงลิ่วจนน่าตกใจ ในขณะที่ผู้ช่วยสไตลิสต์กลับได้ค่าแรงน้อยนิด

ยกตัวอย่างเช่น Kim Woo Bin ที่ไปถ่ายโฆษณาแอปเรียนภาษา Speak ใส่เสื้อผ้าแค่ 2.5 ชุด (ชุดแรกเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแลค ชุดที่สองเสื้อเชิ้ตยีนส์กับกางเกงชิโน่ และเสื้อแจ็กเก็ตหนังกลับอีกครึ่งชุด) แต่รู้ไหมว่าค่าสไตลิ่งวันนั้นเท่าไหร่?

สไตลิสต์ Kim Se Jun ฟันค่าตัวไปถึง 25 ล้านวอน (ประมาณ 6.7 แสนบาท) ในวันเดียว! แบ่งเป็นค่าแต่งตัว Kim Woo Bin สองชุด 20 ล้านวอน และค่าถ่ายภาพนิ่งอีก 5 ล้านวอน ส่วนช่างทำผม Lim Cheol Woo ก็ได้ไป 15 ล้านวอน (ประมาณ 4 แสนบาท) แค่จัดแต่งทรงผมให้ Kim Woo Bin เท่านั้นเอง!

รวมๆ แล้ว Speak ต้องจ่ายค่าทำผม แต่งหน้า และสไตลิ่งให้ Kim Woo Bin ไปประมาณ 48 ล้านวอน (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นเกือบ 20% ของงบประมาณการผลิตโฆษณาทางทีวีโดยเฉลี่ยเลยนะ!

ค่าตัวสไตลิสต์ในวันเดียวเนี่ย เทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งปีของผู้จัดการศิลปินหน้าใหม่ในค่ายบันเทิงเลยทีเดียว! Dispatch เลยไปสืบมาว่า ทำไมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถึงได้แพงเวอร์ขนาดนี้

จริงๆ แล้ว การตั้งราคาค่าทำผม แต่งหน้า และสไตลิ่งเนี่ย ไม่มีหลักการตายตัวเลยนะ! ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลล้วนๆ พวกเขาเป็นคนกำหนดมาตรฐานและเรทราคาเองหมดเลย ถ้าจะมีกฎอะไรสักอย่างก็คือ “ตั้งราคาให้สูงเข้าไว้”

Dispatch ได้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านทำผม แต่งหน้า และสไตลิ่งชั้นนำของเกาหลี พบว่าค่าตัวต่อวันของสไตลิสต์ชื่อดังอย่าง Yoon Mee, Ji Eun, Kim Se Jun, Lee Hye Young, Nam Ju Hee ช่างทำผม Kim Kkotbi, Lim Cheol Woo, Lim Jung Ho, Kim Tae Hyun, Baek Heung Kwon และช่างแต่งหน้า Seo Ok, Jo Eun Jeong, Lim Hye Kyung อยู่ที่ประมาณ 10-30 ล้านวอน (ประมาณ 2.7 แสน – 8 แสนบาท) ต่อวันเลยนะ!

โครงสร้างราคาของพวกเขาก็ซับซ้อนไม่เบา มีทั้งค่าใช้จ่ายต่อวัน ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหากถ่ายงานหลายอย่างพร้อมกัน หรือถ่ายเกินเวลา และถ้าเป็นงานต่างประเทศ ค่าเดินทางก็คิดเป็นครึ่งวัน แต่ถ้าออกเดินทางหรือกลับก่อนเที่ยง ก็จะคิดเป็นค่าตัวเต็มวันไปเลย! แถมถ้าโฆษณาถูกนำไปออกอากาศซ้ำหลายครั้ง ก็จะคิดเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหากอีกด้วย

ที่พีคกว่านั้นคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นแค่ค่าแรงนะ! ส่วนค่าเสื้อผ้าและค่าปรับแก้ชุดต่างๆ ก็จะถูกเรียกเก็บแยกต่างหากอีกต่างหาก

ยกตัวอย่างอีกเคสคือ Jang Wonyoung ที่ถ่ายโฆษณา Dyson สไตลิสต์ Yoon Mee ได้ค่าตัวไป 27 ล้านวอน (ประมาณ 7.3 แสนบาท) ในวันเดียว! เพราะมีการถ่ายทั้งวิดีโอและภาพนิ่งพร้อมกัน แถมยังคิดค่าธรรมเนียม “Global Fee” เพิ่มเติมอีกด้วย

สไตลิสต์อ้างว่า Global Fee นี้คือค่าลิขสิทธิ์ เพราะการทำผม แต่งหน้า และสไตลิ่งถือเป็นผลงานสร้างสรรค์ของพวกเขา แต่ทนายความ 10 คนที่ Dispatch ติดต่อไป ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่จริง!” การทำผม แต่งหน้า และสไตลิ่งเป็นเพียงทักษะทางเทคนิค ไม่ใช่การแสดงออกทางความคิดที่เป็นอิสระที่สามารถจดลิขสิทธิ์ได้

ทนายความ Kang Woo Kyung จาก Goodplan อธิบายว่า การจดลิขสิทธิ์ผลงานเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ด้วย 3 เหตุผล: หนึ่ง ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่สื่อที่คงที่ สอง ผลงานขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า และสาม ไม่สามารถแยกออกจากรูปลักษณ์ของศิลปินได้เลย

ทนายความ Bang Jung Hyun เสริมว่า ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ให้บริการเพียงครั้งเดียวและรับค่าตอบแทนไปแล้ว การนำเนื้อหาไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เป็นเรื่องของผู้ลงโฆษณา ไม่ใช่สไตลิสต์

งบประมาณการผลิตโฆษณาทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 150-300 ล้านวอน (ประมาณ 4-8 ล้านบาท) แต่ค่าทำผม แต่งหน้า และสไตลิ่งกลับกินไปถึง 30-50 ล้านวอน (ประมาณ 8 แสน – 1.3 ล้านบาท) หรือคิดเป็น 15-20% ของงบประมาณทั้งหมด! ทำให้งบส่วนอื่น เช่น ค่าอุปกรณ์ หรือฉาก ต้องถูกลดลง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของโฆษณาในที่สุด

“ถ้าจะจ่ายค่าทำผม แต่งหน้า และสไตลิ่งแพงขนาดนี้ ก็ต้องไปลดงบส่วนอื่นแทน เช่น อุปกรณ์ดีๆ หรือฉากสวยๆ คุณภาพของโฆษณาก็เลยแย่ลงไปโดยปริยาย” แหล่งข่าววงในกล่าว

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “ค่าแต่งตัว” (dressing fees) สไตลิสต์บางคนคิดค่าบริการ 1-2 ล้านวอน (ประมาณ 2.7 หมื่น – 5.4 หมื่นบาท) ต่อชุด แค่เพียงใส่และถอดเสื้อผ้าเท่านั้นเอง!

อย่างกรณีของเชฟ Yoo Yong Wook ที่ถ่ายโฆษณา Burger King ใส่แค่เสื้อยืดสีดำ กางเกงดำ และผ้ากันเปื้อนดำ สไตลิสต์ Kim Hyup ได้ค่าตัวไป 10 ล้านวอน (ประมาณ 2.7 แสนบาท) แค่จัดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น พับแขนเสื้อเท่านั้นเอง!

ในขณะเดียวกัน Dispatch ก็ไปเจอประกาศรับสมัครผู้ช่วยสไตลิสต์ของ Kim Hyup ที่ให้เงินเดือนแค่ 2 ล้านวอน (ประมาณ 5.4 หมื่นบาท) ต่อเดือน โดยมีค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจิปาถะแยกต่างหาก

เรียกได้ว่า “คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง” ค่าตัวต่อวันของสไตลิสต์ระดับท็อปเทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งปีของผู้จัดการหรือทีมงานหน้างานเลยทีเดียว! อะไรทำให้ค่าตัวของพวกเขาพุ่งสูงขนาดนี้?

Dispatch ยังได้สอบถามเอเจนซี่ในฮอลลีวูด ซึ่งได้รับคำตอบว่า ค่าตัวต่อวันของพวกเขาเป็นแบบ “รวมทุกอย่าง” แล้ว ไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับวิดีโอหรือภาพนิ่งที่ถ่ายพร้อมกันเหมือนในเกาหลี

“ฮอลลีวูดทำงานแบบคิดค่าตัวต่อวัน ทุกอย่างรวมอยู่ในนั้นแล้ว ไม่มีแนวคิดแบบ multi-pay, linked pay หรือ global fees เหมือนในเกาหลีเลย ผู้ลงโฆษณาจะกำหนดงบประมาณไว้ แล้วก็ขึ้นอยู่กับนางแบบว่าจะควักเงินเพิ่มเอง เจรจาต่อรองค่าสไตลิ่ง หรือหาทีมงานใหม่” เอเจนซี่ในฮอลลีวูดกล่าว

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าตัวสไตลิสต์ในเกาหลีสูงลิ่วขนาดนี้ คือ “อำนาจการต่อรอง” เมื่อดาราคนดังยืนกรานที่จะใช้ทีมสไตลิสต์เฉพาะของตัวเอง ทำให้ผู้ลงโฆษณาไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะยอมจ่าย หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนตัวดาราไปเลย

“ถ้าเปลี่ยนฉันได้ ก็เปลี่ยนไปเลย ถ้าไม่พอใจราคาก็ไม่ต้องใช้ มันเป็นเรื่องของความเชื่อใจและความเข้ากันได้ คุณจะให้ใครก็ไม่รู้มาจัดชุดให้คนที่คุณไม่รู้แม้กระทั่งสัดส่วนร่างกายได้ยังไง ลองทำเองสิ” ดีไซเนอร์อาวุโส ‘K’ กล่าว

สุดท้ายแล้ว ค่าตัวที่แพงเกินจริงของสไตลิสต์ในเกาหลีเกิดจากการรวมกลุ่มกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างดาราและทีมงานของพวกเขา ทำให้ผู้ลงโฆษณาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีอำนาจในการเลือกนั่นเอง

กำลังโหลดความคิดเห็น...