Source

จากเพลงดื่มสวีเดนสู่ K-pop: เรื่องราวเบื้องหลังเพลง 'Hypeman' ของ NEXZ

เรียบเรียงโดย: Pipat0
จากเพลงดื่มสวีเดนสู่ K-pop: เรื่องราวเบื้องหลังเพลง 'Hypeman' ของ NEXZ
gallery image

ใครจะไปคิดว่าเพลงดื่มเก่าแก่ของสวีเดนจะกลายมาเป็นเพลง K-pop สุดปังได้! เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เพลง “Apt.” ของ Rose และ Bruno Mars กลายเป็นเพลงฮิตทั่วโลก หลายคนอาจจะงงๆ กับท่อนฮุก แต่สำหรับคนเกาหลีแล้ว ท่อนนี้มันคือเพลงเชียร์ในเกมดื่มยอดฮิตที่เล่นกันตามงานปาร์ตี้ต่างๆ นั่นแหละ

ความสำเร็จของเพลงนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในสวีเดนว่า ถ้าเพลงเชียร์เกมดื่มของเกาหลีกลายเป็น K-pop ได้ แล้วเพลงดื่มของสวีเดนล่ะ จะเป็นยังไง? คำถามนี้แหละที่นำไปสู่การค้นพบเพลง “Helan Går” เพลงดื่มเก่าแก่ของสวีเดนที่ร้องก่อนจะดื่มเหล้า snaps นั่นเอง

สามนักแต่งเพลงชาวสวีเดน Ludwig Lindell, Adrian Enegard และ Hugo Andersson เลยหยิบทำนองเพลงนี้มาปรับใหม่ให้เป็นสไตล์ K-pop จนออกมาเป็นเพลง “Hypeman” ของบอยกรุ๊ป NEXZ จาก JYP Entertainment ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้

Hugo Andersson เล่าให้ SVT ฟังว่า “เราทำเวอร์ชันเกาหลีที่วุ่นวายมากๆ” และยังบอกอีกว่า “K-pop กลายเป็นตลาดที่ใหญ่มากจริงๆ ซึ่งน่าตื่นเต้นนะ นักแต่งเพลงมีอิสระที่จะทดลองกับเพลงทุกประเภทเลย”

การเดินทางจากเพลงเกมดื่มเกาหลี สู่เพลงดื่มสวีเดน และกลับมาเป็น K-pop อีกครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์สำคัญของ K-pop นั่นคือความสามารถในการดูดซับไอเดียจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย แล้วนำมาปรับปรุงใหม่เพื่อนำเสนอสู่สายตาคนทั่วโลก

นักวิจารณ์เพลง Lim Hee-yun มองว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ K-pop มักจะเกิดจากการทำงานร่วมกันของนักแต่งเพลงจากหลายประเทศ ที่มาแลกเปลี่ยนทำนอง ไอเดีย และวัฒนธรรมกันอย่างอิสระในแคมป์แต่งเพลง

นักแต่งเพลงชาวสวีเดนเองก็มีบทบาทสำคัญในวงการ K-pop มานานแล้ว อย่างเพลง “Red Flavor” ของ Red Velvet ก็มีนักแต่งเพลงชาวสวีเดนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ โดย Lim Hee-yun เล่าว่าท่อนฮุกที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงนี้มาจากเสียง “weh weh weh” ที่นักแต่งเพลงคนนั้นเปล่งออกมาตอนกินซีเรียลที่ออฟฟิศตอนเช้า

K-pop และเพลงสวีเดนมีความคล้ายกันตรงที่เน้นพลังงาน การมีส่วนร่วม และท่อนฮุกที่ติดหู ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น

จริงๆ แล้ว K-pop ก็เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาตั้งแต่ยุคแรกๆ อย่าง Seo Taiji and Boys ที่ผสมผสานดนตรีเกาหลีเข้ากับฮิปฮอป แร็ป และดนตรีแดนซ์ของอเมริกา หรือแม้แต่การนำเพลงคลาสสิกอย่าง “Ode to Joy” ของ Beethoven มาใช้ในเพลง “Hope” ของ H.O.T หรือ “Swan Lake” ของ Tchaikovsky ในเพลง “T.O.P.” ของ Shinhwa ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

ล่าสุดก็มีคนสังเกตเห็นอิทธิพลของ Johann Sebastian Bach ในเพลง “Ddi Ro Ri” ของ Meovv และเปรียบเทียบเพลง “Boompala” ของ Le Sserafim กับเพลง “Macarena” ระดับโลกด้วย

แม้ว่าคนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่าเพลง “Hypeman” มีทำนองจากสวีเดน แต่สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการอ้างอิงทางวัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนความหมายใหม่ได้เมื่อเดินทางข้ามพรมแดน K-pop กำลังขยายอิทธิพลไปทั่วโลก ทำให้ประเพณีและทำนองเพลงที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมหนึ่งสามารถหลุดพ้นจากบริบทเดิม และถูกนำเสนอต่อผู้ชมในฐานะสิ่งใหม่เอี่ยมอ่องได้เลย

นักวิจารณ์วัฒนธรรม Hwang Jin-mee บอกว่าการนำมาใช้ การยกย่อง และการยืมทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีป๊อปมานานแล้ว และ K-pop ก็กลายเป็นแนวเพลงที่เป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆ

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมใน K-pop ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างคือขนาดของการแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน K-pop ไม่ได้แค่รับอิทธิพลจากต่างประเทศอีกต่อไป แต่กลายเป็นระบบนิเวศการสร้างสรรค์ระดับโลกที่นักแต่งเพลงจากหลายประเทศนำพื้นเพทางดนตรีของตัวเองเข้ามาในกระบวนการแต่งเพลง พร้อมกับได้รับแรงบันดาลใจจาก K-pop ด้วยเช่นกัน Hwang Jin-mee สรุปว่า “K-pop รับเอาทุกอย่างเข้ามาจริงๆ”

กำลังโหลดความคิดเห็น...