Source

Jay B กลับสู่รากฐาน R&B พร้อม EP ใหม่ 'Tr.ee' ที่สำรวจการเติบโตจากความกังวล

admin0
Jay B กลับสู่รากฐาน R&B พร้อม EP ใหม่ 'Tr.ee' ที่สำรวจการเติบโตจากความกังวล
gallery image

Jay B หัวหน้าวง GOT7 กลับมาพร้อมอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สาม 'Tr.ee' ที่พาเราดำดิ่งสู่แนวเพลง R&B ที่เขาหลงใหล โดยครั้งนี้เขาได้เปลี่ยนความกังวลและความไม่แน่นอนให้กลายมาเป็นเรื่องราวของการเติบโต

EP 'Tr.ee' ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีทั้งหมด 6 เพลง ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างซาวด์ R&B ที่ Jay B ชื่นชอบมานานกับการสำรวจภายในจิตใจเกี่ยวกับเรื่องการเติบโต ความสัมพันธ์ และความไม่มั่นคงทางอารมณ์

Jay B เล่าว่าในขณะที่ GOT7 สร้างสรรค์ผลงานเพลงป๊อป แดนซ์ และเพลงที่ผสมผสานหลายแนว ซึ่งเหมาะกับวงที่มีสมาชิก 7 คน แต่การทำงานเดี่ยวทำให้เขามีพื้นที่มากขึ้นในการสำรวจแนวเพลงที่จุดประกายแรงบันดาลใจให้เขาในฐานะนักดนตรีตั้งแต่แรก

“โดยพื้นฐานแล้ว ผมเป็นศิลปิน R&B” Jay B กล่าวในงานฟังเพลงที่โซลเมื่อวันพุธ “ในฐานะวง เรามักจะทำงานกับซาวด์ที่เน้นป๊อปมากขึ้นและตามเทรนด์ร่วมสมัย แต่ผมมักจะถูกดึงดูดไปหาซาวด์วินเทจมากกว่า ผมรักโซลและฟังก์แบบเก่าๆ และอิทธิพลเหล่านั้นคือรากฐานที่แท้จริงของผมในฐานะนักดนตรี”

รากฐานทางดนตรีนี้สะท้อนให้เห็นตลอดทั้งอัลบั้ม 'Tr.ee' ซึ่งชื่อและแนวคิดได้รับแรงบันดาลใจจากข้อความของ Yoo Young-man ที่บรรยายถึงต้นไม้ที่หยั่งรากลึกขึ้นผ่านการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนั้นผมกำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและรู้สึกกังวลเป็นพิเศษ” Jay B กล่าว “ความกังวลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมาตลอด แต่วันนั้นมันรู้สึกหนักหน่วงเป็นพิเศษ การอ่านข้อความนั้นทำให้ผมรู้สึกสบายใจ มันทำให้ผมตระหนักว่าผมไม่ได้แค่กำลังดิ้นรน แต่ผมกำลังเติบโต นั่นคือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้อัลบั้มนี้”

เขาอธิบายว่าแนวคิดเรื่อง 'การสั่นสะเทือน' ในที่นี้หมายถึงความผันผวนทางอารมณ์ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางกายภาพ “มันอาจจะเป็นความตื่นเต้น หรืออาจจะเป็นความกังวลก็ได้ นั่นคือวิธีที่ผมตีความ และผมต้องการแสดงอารมณ์เหล่านั้นผ่านอัลบั้มนี้”

ข้อความหลักของอัลบั้มนี้แสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดผ่านเพลงไตเติล “Layback” ซึ่งสำรวจความตึงเครียดที่ละเอียดอ่อน ความคาดหวัง และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเมื่อคนสองคนใกล้ชิดกันมากขึ้น

Jay B บอกว่าเพลงนี้ถูกออกแบบมาให้มีอารมณ์และเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน “ผมได้ยินทั้งความอบอุ่นและความเย้ายวนในเพลงนี้ แต่เมื่อเพลงดำเนินไป ก็มีส่วนที่หยาบกร้านมากขึ้น และในตอนจบ ผมต้องการทิ้งความรู้สึกว่างเปล่าที่รุนแรงกว่าเดิม”

เขายังบอกอีกว่าเขาได้ท้าทายตัวเองด้านการร้องเพลงตลอดทั้งโปรเจกต์ “ผมใช้เวลามากในการคิดว่าจะใช้เสียงของผมในรูปแบบต่างๆ และผลักดันมันไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ใช่แค่ในเพลง 'Layback' แต่รวมถึงทั้งหกเพลงเลย”

อัลบั้มนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมองส่วนตัวของ Jay B ด้วย แทนที่จะไล่ตามความสมบูรณ์แบบ เขากล่าวว่าเขาได้เรียนรู้ที่จะมุ่งเน้นไปที่การทำให้ดีที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่ได้รับ

“ตอนเด็กๆ ผมมักจะตั้งเป้าที่จะเป็นคนที่ดีที่สุดเสมอ” เขากล่าว “แต่ทุกวันนี้ ผมคิดว่าการทำสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่เราได้รับนั้นสำคัญกว่า”

ความคิดใหม่นี้ยังช่วยให้เขาเข้าถึงดนตรีด้วยความกดดันที่น้อยลง “ผมอยากให้ดนตรีกลับมาเป็นสิ่งที่สบายใจอีกครั้ง พอผมเปลี่ยนทัศนคติ ผมก็ผ่อนคลายมากขึ้น แม้แต่การพูดของผมก็ยังสงบลง”

อย่างไรก็ตาม ในบรรดา 6 เพลง Jay B ชี้ไปที่เพลงปิดท้าย “We” ว่าเป็นแก่นแท้ทางอารมณ์ที่แท้จริงของโปรเจกต์นี้

“'Layback' เป็นเพลงไตเติล แต่ 'We' คือรากฐานของอัลบั้ม” เขากล่าว “มันเป็นเพลงที่เป็นรากฐานสำหรับทุกสิ่งที่ผมต้องการจะพูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเติบโต”

เขาอธิบายว่าเพลงนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโครงสร้างโดยรวมของอัลบั้ม โดย “We” เป็นตัวแทนของรากที่อยู่ใต้ดิน และเพลงเปิด “Hold on to My Back” เป็นตัวแทนของผลไม้ที่งอกออกมาจากรากเหล่านั้น

ท้ายที่สุด Jay B หวังว่าผู้ฟังจะยังคงค้นพบชั้นใหม่ๆ ในอัลบั้มนี้ได้อีกนานหลังจากที่มันถูกปล่อยออกมา “ผมหวังว่าผู้คนจะแค่คิดว่า 'นี่มันดีจังเลย'” เขากล่าว “ผมอยากให้เพลงเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนกลับมาฟังเป็นครั้งคราว เหมือนกับการหยิบหนังสือเล่มโปรดออกจากชั้นวาง และทุกครั้งที่พวกเขากลับมาฟัง ผมหวังว่าพวกเขาจะค้นพบสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน”

กำลังโหลดความคิดเห็น...